wasin's profilestrory..from...MEEEEPhotosBlogLists Tools Help

Blog


    August 20

    ศิลปทุนนิยม

    นึกอยากจะระบายอะไรมั่ง    เลยหาที่ระบาย  สุดท้ายและท้ายสุด ก็มาลงที่นี่แหละ
    ยังเคยลืมๆไปเลยว่าเรายังเคยอัพ บล็อคอยู่ แต่นานมากแล้ว  ด้วยหลายๆอย่างหลายๆประการ +ความขี้เกียจเอง
    เลยทำให้ไม่ได้มาอัพเลยกว่า3-4 ปี ได้
                      เข้าเรื่องสงสัยกันซักที คำว่า ติส  แนว  ทั้งหลาย ที่ผมได้สัมผัส คิดว่าช่วงหลังๆนี่มักมากมาย กว่าเมื่อก่อนเยอะ 
         ทั้งๆที่ผมคิดว่าคำว่าศิลปะในความคิดของผมนั้น มันดูสูงส่ง น่ายกย่องมาก  หลังๆนี่มันมากันให้ เกร่อ เลย  ทำให้ความสามารถที่จะประมวลผลของคำว่าศิลปะ ของผม
     หรือ ต่อม รับรสศิลปะของผม ลดลง  รึเปล่า  รึว่าตัวผมเอง ยังเป็นเด็กอนุบาล ของศิลปะ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึง ผลงาน หรืออะไร ต่างๆนานา ที่ศิลปะพึงมีได้
     รึ...ชะรอย ตัวผมเองจะไม่รู้จักคำว่า ศิลปะ จริงๆ  ผมได้แต่เฉียดไป เฉียดมา เท่านั้นเอง..................นั่นเป็นกรณีที่ 1
                   กรณีต่อมาคือ  มันมีจริง ไอ้กลไกทางการตลาดนี่แหละ  มันเป็นตัวทำให้ศิลปะ ดูด้อยค่าลง เพราะสิงที่ถูกเรียกว่าศิลปะ รึตัวงาน มีมากขึ้น
    ไอ้คำว่า ตลาด ที่ผมกล่าวถึงเนี่ย ในความคิดของผม (นึกถึงสมัยเรียน  เกือบทุกคนชอบใช้คำนี้)  การตลาดนำทุกอย่างมาเป็นจุดขาย แลกเปลี่ยน รวมไปถึงศิลปะ
    ยกตัวอย่างนะ
                   อย่างช่างศิลป อาจจะสร้างผลงานสุดยอดขึ้นมา แต่เมื่องานเค้าเป็นที่เตะตาของผู้มั่งมีคนนึง  จึงจำเป็นต้องขายผลงานนั้นไป  เพื่อเลี้ยงปากท้อง
     รึไม่ก็ รับจ้างทำงานศิลปะไปเลย...กำไรเหนาะๆ   ถ้าเป็นอย่างั้น   แรงบัลดาลใจ่จะทำ มันจะกลายเป็นเงินบัลดาลใจมั้ยน๊า  คุณค่าของมันทางกายภาพอาจจะไม่ได้ลดลงเลย
    แต่คุณค่าทางจิตใจผมว่ามันน่าจะลดลงนะ....ถ้าช่างศิลป์คนนั้นเป็นผม  
                  และถ้าคิดต่อยอดไปอีก หากช่างศิลป์คนนั้นรวยมาก เพราะผลงานศิลปะ  เลยเกิดกระบวนการเลียนแบบ ทีนี้ล่ะ ทั้งนายหน้า ลูกค้า คนร่ำรวยทั้งหลายที่ต้องการเสพศิลปะหรือเพื่อ
    คุยโวโอ้อวดกับพวกเดียวกันเอง  ทีนี้ล่ะ  ตลาดเลยครับ   ตลาดเต็มๆเลย   อาจจะกลายเป็น ระบบโรงงานไปเลยได้มั้ยล่ะ 
    -พ่อค้าหัวใส เปิดบริษัท                
    -มีการจ้างเอาช่างศิลป์ทั้งหลาย มานั่งรวมกัน  แล้วสร้างงานศิลปะแบบที่ลูกค้าจำนวนมากต้องการ(กำลังฮิต)
    -ลงทุนทำที่ทำงานให้  ช่างศิลป์กว่า ร้อยชีวิต นั่งทำงานศิลปะที่ไม่ได้ออกมาจากแรงบัลดาลใจ
    -งานที่ได้มาอาจไม่มีคุณภาพ   พ่อค้าหัวใสก็จ้างช่างศิลป์ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานที่ตลาดต้องการมาเป็น QC (ควบุมการผลิต)
    -ช่างศิลป์ที่วาดไม่ได้อย่างที่ต้องการ ต้องถูกเลิกให้ทำงานศิลป์นั้น  และถูกตราหน้าว่าทำงานไม่มีมาตรฐาน(ศิลปะ เกิดจากแรงบัลดาลใจ ใยต้องมีมาตรฐาน??)
    -ยิ่งจะให้ดีต้องมีพนักงานขายด้วย...พ่อค้าหัวใสคิด
    -แนวความคิดงานศิลป์ถูกถ่ายทอดผ่านมือที่3
    -เข้าสู่ระบบ โรงงาน  เฉกเช่นนี้ จะเรียกว่าศิลปะ รึ...........ทุนนิยม ชัดๆ!!!
     
    ซึ่งที่จริงไอ้เรื่องแบบนี้มันอาจจะมีมาก่อนผมเกิดมาเป็นพันๆปีแล้วก้ได้  ไอ้เรื่องแบบนี้เค้าอาจจะมีถกเถียง มีการบรรจุลงในวิชาใดวิชานึงในคณะใดคณะนึงแล้ว ซึ่งผมไม่ทราบก็เป็นได้
    แต่ที่ผมมาฉุดคิด เพราะประสบการณ์การทำงานของผมเอง+กับการคิดว่า ผมมายืนทำอะไรตรงนี่.....วะ!!!
             
     
            *ชอบ เหรอ....อืมไอ้การได้ทำอะไรเกี่ยวกัลศิลปะนี่ผมชอบนะ  แต่ไอ้การที่ไม่ได้ใช้ความคิดร่วมเข้าสู่กระบวนการสร้างสิ่งใดขึ้นมา  เรียกว่าศิลปะได้รึเปล่า  รึแรงงานฝีมือ
            *เงิน เหรอ....ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้   แต่ถ้าให้เลือกอันดับล่ะก็ ผมเลือกบรรทัดล่างเป็นอันดับแรกดีกว่ามันทำให้งานศิลปะดูสูงขึ้น  โดยไม่มีการตลาดมาเกี่ยวข้อง
            *คุณค่าในตัวมันเอง,ความภูมิใจ,การได้รับการยกย่องจากผู้อื่น 9ล9 .....แล้วแต่ใครจะเรียก  แต่ความหมายรวมๆไปทางเดียวกัน  นี่แหละสิ่งที่ตัวผมเองคิดว่าสำคัญที่สุด
    ของที่เกิดจากแรงบันดาลใจ  ไม่ได้โดน ใคร หรืออะไร บีบบังคับให้สร้างสรรค์ออกมา  แต่มันออกมาจากจิตใจที่ต้องการให้ใครซักคนหรือหลายๆคน มองผ่านเข้าไป แล้วเข้าใจใน
    ตัวศิลปินเอง    อาจไม่ต้องแปลกใจเลยว่าบางทีเรามองดูงานศิลปะงานหนึ่ง ที่ติดป้ายราคาไว้แพงหูฉี่ แต่ดูไม่รู้เรื่อง...........นั่นอาจเป็นเพราะ ศิลปินผู้นั้นไม่ได้สื่ออะไรผ่านตัวงาน
    ออกมาเลยหากเค้าตั้งใจทำงานศิลปะนั้นมาเพื่อจำหน่าย
             หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในอนาคตข้างหน้า อาจจะมีนักธุรกิจต่างชาติ  สร้างวัดร่องขุ่น เพิ่มอีกซัก 2-3 ที เปิดให้เข้าชมแล้วเก็บตังค์ ก็เป็นได้ แล้วนั่น จะยังเป็นงายศิลปะ อีกเหรอ
    ความจริงผมก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้มากนัก แต่ลองคิดด้วยเห็นด้วยผลของตนเอง ด้วยวุฒิภาวะเท่านี้   ก็คิดได้เท่าที่กล่าวถึงนี่แหละ  ความจริง ผมคิดว่างานศิลปมันเกิดจากความคิด
    ที่จะสื่อออกมามากกว่านะ  การวาด การเขียน การปั้น  การสร้าง  เป็นส่วนประกอบรองที่เติมเต็มเข้าไปเท่านั้น แต่ที่ช่างทั้งหลายสามารถสร้างศิลปออกมาได้นั้น คือสามารถที่จะใช้ความสามารถที่มีนั้นสื่อความคิดของตนออกมา มากกว่า
             แต่เดี๋ยวจะหาว่าดีแต่ติ...  จริงๆแทนที่งานศิลปะทั้งหลายจะต้องจ่ายเงินมาเพื่อชื่นชม ผมว่าแลกกันไปเลยดีกว่า งานศิลปแลกงานศิลป  อาจจะดูลดทอนการตลาดที่จะเข้ามาทำให้แรงบันดาลใจหดหายไปได้มั่ง     หากเป็นไปได้ อาจจะมีคนเอางานสถาปัตยกรรมใหญ่ยักษ์ไปแลกกับภาพวาดผ้าใบผืนนึงก็เป็นได้....แต่คงยากหากเงินยังคงเข้ามามีบทบาทในชีวิต
    *
    *
    *
    *
          ท้ายนี้  ทั้งหมดที่ใครก็ตามได้อ่าน  มันเป็นความคิดส่วนตัวของผม อาจจะถูก ผิด  เรื่องเก่า เรื่องใหม่   ยังไงก็แล้วแต่   แต่ผมแค่ถ่ายทอดความคิดผมให้ใครก็ตามที่ได้อ่าน รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่   เท่านั้นเอง