| wasin's profilestrory..from...MEEEEPhotosBlogLists | Help |
|
November 27 มันอยู่ในหัวสภาวะของผมในตอนนี้กำลังเผชิญปัญหา..... เปรียบเทียบได้กับ
* การมองเห็นกินหินก้อนเล็กๆ กำลังร่วงลงมาใส่หัว แต่ไม่ยอมหลบ หรือบางทีก็หลบไม่ทัน บางทีก็ขี้เกียจหลบ*
ที่จริงเราก็เลือกที่จะเปลี่ยนที่ยืนก็ได้นะ.....ผมคิด
....แต่ผมก็ไม่ทำ ปล่อยเวลาให้ผ่านไป หัวที่เคยแข็งๆ บัดนี้เลือดมันซิบๆ
เอ....แล้วทำไมกูไม่ไปยืนที่อื่นวะ ผมก็คิด
ที่อื่นอาจจะ วิว ไม่สวยเท่าที่นี่ก็ได้....จิตใจบางส่วนของผมโต้กลับมา
นั่นแหละ ผมกลัวที่จะเสีย วิวมุมนี้ไป กลัวที่จะเสียเวลา กลัวที่จะลอง..........อืม....ผม คิดวิจารณ์ตัวเอง
ผมกลัวการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่กลัวปัญหา เหรอ?
หรือ ไม่ใช่แค่ผม รึผมมีความกลัวมากกว่าคนอื่น ไม่มีอะไรมาเปรียบเทียบได้ ไอ้ครั้นจะไป เปรียบกับคนอื่น ไอ้ตัวความคิดในใจผมมันก็แย้ง....
*มันไม่ใช่มึง มึงไม่ใช่มัน เปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก ก้าวเท้ายังยาวไม่เท่ากันเลย จะวัดกันได้ไง ถ้ามึงคิดแบบนี้นะ ไร้มาตรฐาน ไอ้ลำเอียง*
ความคิดในใจผมมันบ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว
คนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอเหรอวะ ผมถามความคิดบางส่วนในหัวผม
มันกลับทำตัวสั่งสอนผม อย่างกะมันเกิดก่อนผมซะงั้น มันว่า.... มึงก็ลองคิดดู คนทุกคน การเลี้ยงดูต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน แต่ส่วนใหญ่
มันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ไอ้คนที่เห็นประโยชน์คนอื่นมากว่าตัวเอง เท่าที่กูสัมผัสมาน่ะ มันก็มี แต่เหลือน้อยเต็มที แต่คนเรา ถามันท้อขึ้นมา มันก็ต้อง
ปลอบใจตัวเอง เข้าข้างตัวเองไว้ก่อนดิว้า...
แต่บางทีมันก็ไม่ใช่ความจริงนะเว้ย ผมเถียงต่อ..... บางทีมันเหมือนโกหกตัวเอง เป็นพวกไม่ยอมรับความจริง
แล้ว มึงนี่ยอมรับความจริงนักเหรอไง ...มันวกเข้ามาถามผม ทั้งที่มัน และผม คือคนๆเดียวกัน!!!
เออ หว่ะ.... ผมคิด ... .. จริงๆ ผมก็ไม่ใช่คนที่ชอบโกหกตัวเองซักเท่าไหร่ แทนที่จะคิดให้ตัวเองสบายใจ เอาเวลาไปนั่งแก้ปัญหานั้นๆ ที่มันเกิดขึ้น น่าจะดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รักตัวเองเลยนะ มันก็ต้องมีกันบ้างแหละน่า
ไอ้โง่!!!!...... มึงต้องรักตัวเองให้มากๆสิวะ เกิดมาหนนึง ตายไปก็เท่านั้น แบกความจริงกลับไปด้วยรึไง หาความสุข ความสบายใจใส่ตัวเองซะดีกว่ามั้งง................ ไอ้ความคิดที่ 3 ของผมโผล่ขึ้นมาเหมือนเกิดใหม่
... สรุปว่าตอนนี้ ตัวผมเองมีตั้ง3 ความคิดเหรอเนี่ย แล้วผมจะเชื่อใครดีละ
ความจริง....โหดร้าย..แต่ก็เป็นจริง
ปลอบใจตัวเองซะ.....สบายใจ
ปลอบใจตัวเองซะ.....ปล่อยให้มันเป็นไป นึกถึง สุขภาพไว้ อย่า เครียด...
จะเอาแบบไหนดีล่ะ ใครจะหาข้อสรุปได้ ใครจะฟันธงได้ว่า อย่างไหนถูกต้อง.....รึต้องเอาคนทั้งโลกมาโหวต
เป็นไปได้ยากน่ะ....หิน ที่ตกใส่หัวผม ในตอนแรก นั่นแหละ มันคือความจริง ก้อนเล็กก้อนใหญ่ก็แล้วแต่เรื่อง
หลังจากนี้ไป...ผมยังจะยืนให้มันหล่นใส่หัวอีกเหรอ
*****
อ่า.....ผมคิดออกแล้ว เลยหันไปบอกกะไอ้พวกความคิดของผมทั้งหลายว่า
เออ เอางี้ เอาเป็นว่าแล้วแต่ปัญหา ก็แล้วกัน แล้วพวกมึงค่อยออกมา ถ้า หินมันก้อนใหญ่มาก กูค่อยหลบไปดูวิวที่อื่น
แต่ถ้า หินก้อนเล็ก กูก็จะทนเจ็บดู
เอ้ย แทงกั๊กนี่หว่า ทำไมมึงไม่ฟันธงไปเลย
เออ นั่นดิ แบบนี้มึงโลเลนี่ จะหาประโยชน์จากพวกกูใช่มั้ย ฉลาดนะเนี่ย!!!
แล้วจะให้กูทำไงล่ะ ผมเริ่มหงุดหงิด
เอ่อ เค้าว่านะ ทำแบบแล้วแต่ปัญหา กะ ก็ ดีนะ.......เสียงเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่มั่นใจ พยายามออกความคิดเห็นบ้าง
เอาแล้วไง เพิ่มมาอีก 1 แล้ว แต่ก็ใจชื้นหน่อยที่ผมรู้สึกว่าผมมีพวกบ้าง
อ่าวๆๆ ทำไมทำแบบนั้นล่ะวะ ไม่แมนเลยหว่ะ ยอมรับความจริงไปเลยดิ ลูกผู้ชายหน่อย เสียงแหบห้าวก้องอยู่ในหัวผมเพิ่มมาอีก!!!!
ในหัวผม กลายเป็นรัฐสภาไปซะแล้ว ความคิดของผมขัดแย้งกันเยอะมาก ไอ้สิ่งที่สร้างพวกมันมาน่ะ ทั้งประสบการณ์ ทั้งสภาพแวดล้อม
ทั้งความคิดส่วนลึกในใจ เลยหล่อหลอมให้พวกมันเจริญเติบโตกันแบบพรวดพราดแบบนี้ ไอ้พวกตัวความคิดเนี่ยะ
เสียงยังเถียงกันระงม เซ็งแซ่ อยู่ เนืองๆ ผมคิด....... กู เอาไงดีวะ ... ทุกความคิดล้วนจริงใจต่อผม
แต่จริงใจต่างกันไป
จริงใจกับสุขภาพผม ไม่ให้เครียด
จริงใจกับสังคมรอบข้างที่ผมอยู่ ทำให้ผมรู้สึกอยู่ในสังคมอย่างภาคภูมิใจ
จริงใจกับความกล้าหาญของผม ที่ยอมรับในสิ่งที่จะเผชิญ แบบลูกผู้ชาย
...................................ผมคิดมากไปรึเปล่า ไอ้พวกความคิดเหล่านี้จึงพากันออกมาป้วนเปี้ยนเต็มไปหมด และบังคับให้เราทำโน่นทำนี่
ไม่ๆๆๆๆ ไม่เกี่ยว ผมคิดอีกที นี่คือความจริง นี่คือทางเลือกของผม ยิ่งผมคิด ทางเลือกของผมก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
มากซะจน บางครั้ง ทางเลือกสุดท้าย ที่เราไม่คิดมาก่อน มันก็เข้ามาออกความคิดเห็นขณะที่เราเหมือนดั่งตกในภวังค์
*นาย ๆ ทางเลือกของนายมากซะเหลือเกินนะ หากคิดต่อไปเรื่อยๆ แต่ละทางเลือกมันไม่มีทางจบแน่ๆ นายอยากให้มันจบเร็วๆรึเปล่าล่ะ*
มาแปลกแฮะคราวนี้ ไอ้ตัวความคิดนี้ มันมาแบบรวดเร็วและรวบรัด
มันกล่อมผมอย่างรวดเร็วขนะที่ ตัวความคิดอื่นๆ ไม่ทันจะสังเกตผม เพราะมัวแต่เถียงกันอยู่
น่าแปลก ผมกลับเชื่อมันอย่างสนิทใจ และเริ่มเหนื่อยใจและรำคาญ เจ้าพวกความคิดเหล่านั้นกำลังแหกปากเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
มันหยิบยื่นข้อเสนอหนึ่งมาให้ผม โดยดูท่าทางลุกลี้ลุกลน แต่ผมหาได้สนใจการกระทำของมันไม่ เพราะผมคิดถึงแต่ข้อเสนอของมันที่ยื่นเข้ามา
ผม ตกลงข้อเสนอนั้นทันที.......................
มันยิ้ม อย่าง พอใจ .........
....................................................................
..........................................................................
ผม......ไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว ตัวความคิดทั้งหมดนั้นหายไป ผม ไม่ทุกข์ ไม่ ร้อน ไม่รับรู้ ทั้งสิ้น ไม่ แม้แต่ จะคิด ความคิด หายไป
สิ่งต่างๆ หายไป..................................
รวมทั้งตัวตนของผม
ใช่....ไอ้ความตัวความคิดสุดท้ายของผมด้วย
เอ..... มันชื่ออะไรน้า
ผมจำได้เลือนลาง
ออ
จำได้แล้ว
มันแนะนำตัวเองว่ามันชื่อ
ตัว*คิดสั้น* August 20 ศิลปทุนนิยมนึกอยากจะระบายอะไรมั่ง เลยหาที่ระบาย สุดท้ายและท้ายสุด ก็มาลงที่นี่แหละ
ยังเคยลืมๆไปเลยว่าเรายังเคยอัพ บล็อคอยู่ แต่นานมากแล้ว ด้วยหลายๆอย่างหลายๆประการ +ความขี้เกียจเอง
เลยทำให้ไม่ได้มาอัพเลยกว่า3-4 ปี ได้
เข้าเรื่องสงสัยกันซักที คำว่า ติส แนว ทั้งหลาย ที่ผมได้สัมผัส คิดว่าช่วงหลังๆนี่มักมากมาย กว่าเมื่อก่อนเยอะ
ทั้งๆที่ผมคิดว่าคำว่าศิลปะในความคิดของผมนั้น มันดูสูงส่ง น่ายกย่องมาก หลังๆนี่มันมากันให้ เกร่อ เลย ทำให้ความสามารถที่จะประมวลผลของคำว่าศิลปะ ของผม
หรือ ต่อม รับรสศิลปะของผม ลดลง รึเปล่า รึว่าตัวผมเอง ยังเป็นเด็กอนุบาล ของศิลปะ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึง ผลงาน หรืออะไร ต่างๆนานา ที่ศิลปะพึงมีได้
รึ...ชะรอย ตัวผมเองจะไม่รู้จักคำว่า ศิลปะ จริงๆ ผมได้แต่เฉียดไป เฉียดมา เท่านั้นเอง..................นั่นเป็นกรณีที่ 1
กรณีต่อมาคือ มันมีจริง ไอ้กลไกทางการตลาดนี่แหละ มันเป็นตัวทำให้ศิลปะ ดูด้อยค่าลง เพราะสิงที่ถูกเรียกว่าศิลปะ รึตัวงาน มีมากขึ้น
ไอ้คำว่า ตลาด ที่ผมกล่าวถึงเนี่ย ในความคิดของผม (นึกถึงสมัยเรียน เกือบทุกคนชอบใช้คำนี้) การตลาดนำทุกอย่างมาเป็นจุดขาย แลกเปลี่ยน รวมไปถึงศิลปะ
ยกตัวอย่างนะ
อย่างช่างศิลป อาจจะสร้างผลงานสุดยอดขึ้นมา แต่เมื่องานเค้าเป็นที่เตะตาของผู้มั่งมีคนนึง จึงจำเป็นต้องขายผลงานนั้นไป เพื่อเลี้ยงปากท้อง
รึไม่ก็ รับจ้างทำงานศิลปะไปเลย...กำไรเหนาะๆ ถ้าเป็นอย่างั้น แรงบัลดาลใจ่จะทำ มันจะกลายเป็นเงินบัลดาลใจมั้ยน๊า คุณค่าของมันทางกายภาพอาจจะไม่ได้ลดลงเลย
แต่คุณค่าทางจิตใจผมว่ามันน่าจะลดลงนะ....ถ้าช่างศิลป์คนนั้นเป็นผม
และถ้าคิดต่อยอดไปอีก หากช่างศิลป์คนนั้นรวยมาก เพราะผลงานศิลปะ เลยเกิดกระบวนการเลียนแบบ ทีนี้ล่ะ ทั้งนายหน้า ลูกค้า คนร่ำรวยทั้งหลายที่ต้องการเสพศิลปะหรือเพื่อ
คุยโวโอ้อวดกับพวกเดียวกันเอง ทีนี้ล่ะ ตลาดเลยครับ ตลาดเต็มๆเลย อาจจะกลายเป็น ระบบโรงงานไปเลยได้มั้ยล่ะ
-พ่อค้าหัวใส เปิดบริษัท
-มีการจ้างเอาช่างศิลป์ทั้งหลาย มานั่งรวมกัน แล้วสร้างงานศิลปะแบบที่ลูกค้าจำนวนมากต้องการ(กำลังฮิต)
-ลงทุนทำที่ทำงานให้ ช่างศิลป์กว่า ร้อยชีวิต นั่งทำงานศิลปะที่ไม่ได้ออกมาจากแรงบัลดาลใจ
-งานที่ได้มาอาจไม่มีคุณภาพ พ่อค้าหัวใสก็จ้างช่างศิลป์ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับงานที่ตลาดต้องการมาเป็น QC (ควบุมการผลิต)
-ช่างศิลป์ที่วาดไม่ได้อย่างที่ต้องการ ต้องถูกเลิกให้ทำงานศิลป์นั้น และถูกตราหน้าว่าทำงานไม่มีมาตรฐาน(ศิลปะ เกิดจากแรงบัลดาลใจ ใยต้องมีมาตรฐาน??)
-ยิ่งจะให้ดีต้องมีพนักงานขายด้วย...พ่อค้าหัวใสคิด
-แนวความคิดงานศิลป์ถูกถ่ายทอดผ่านมือที่3
-เข้าสู่ระบบ โรงงาน เฉกเช่นนี้ จะเรียกว่าศิลปะ รึ...........ทุนนิยม ชัดๆ!!!
ซึ่งที่จริงไอ้เรื่องแบบนี้มันอาจจะมีมาก่อนผมเกิดมาเป็นพันๆปีแล้วก้ได้ ไอ้เรื่องแบบนี้เค้าอาจจะมีถกเถียง มีการบรรจุลงในวิชาใดวิชานึงในคณะใดคณะนึงแล้ว ซึ่งผมไม่ทราบก็เป็นได้
แต่ที่ผมมาฉุดคิด เพราะประสบการณ์การทำงานของผมเอง+กับการคิดว่า ผมมายืนทำอะไรตรงนี่.....วะ!!!
*ชอบ เหรอ....อืมไอ้การได้ทำอะไรเกี่ยวกัลศิลปะนี่ผมชอบนะ แต่ไอ้การที่ไม่ได้ใช้ความคิดร่วมเข้าสู่กระบวนการสร้างสิ่งใดขึ้นมา เรียกว่าศิลปะได้รึเปล่า รึแรงงานฝีมือ
*เงิน เหรอ....ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่ถ้าให้เลือกอันดับล่ะก็ ผมเลือกบรรทัดล่างเป็นอันดับแรกดีกว่ามันทำให้งานศิลปะดูสูงขึ้น โดยไม่มีการตลาดมาเกี่ยวข้อง
*คุณค่าในตัวมันเอง,ความภูมิใจ,การได้รับการยกย่องจากผู้อื่น 9ล9 .....แล้วแต่ใครจะเรียก แต่ความหมายรวมๆไปทางเดียวกัน นี่แหละสิ่งที่ตัวผมเองคิดว่าสำคัญที่สุด
ของที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ไม่ได้โดน ใคร หรืออะไร บีบบังคับให้สร้างสรรค์ออกมา แต่มันออกมาจากจิตใจที่ต้องการให้ใครซักคนหรือหลายๆคน มองผ่านเข้าไป แล้วเข้าใจใน
ตัวศิลปินเอง อาจไม่ต้องแปลกใจเลยว่าบางทีเรามองดูงานศิลปะงานหนึ่ง ที่ติดป้ายราคาไว้แพงหูฉี่ แต่ดูไม่รู้เรื่อง...........นั่นอาจเป็นเพราะ ศิลปินผู้นั้นไม่ได้สื่ออะไรผ่านตัวงาน
ออกมาเลยหากเค้าตั้งใจทำงานศิลปะนั้นมาเพื่อจำหน่าย
หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในอนาคตข้างหน้า อาจจะมีนักธุรกิจต่างชาติ สร้างวัดร่องขุ่น เพิ่มอีกซัก 2-3 ที เปิดให้เข้าชมแล้วเก็บตังค์ ก็เป็นได้ แล้วนั่น จะยังเป็นงายศิลปะ อีกเหรอ
ความจริงผมก็ไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้มากนัก แต่ลองคิดด้วยเห็นด้วยผลของตนเอง ด้วยวุฒิภาวะเท่านี้ ก็คิดได้เท่าที่กล่าวถึงนี่แหละ ความจริง ผมคิดว่างานศิลปมันเกิดจากความคิด
ที่จะสื่อออกมามากกว่านะ การวาด การเขียน การปั้น การสร้าง เป็นส่วนประกอบรองที่เติมเต็มเข้าไปเท่านั้น แต่ที่ช่างทั้งหลายสามารถสร้างศิลปออกมาได้นั้น คือสามารถที่จะใช้ความสามารถที่มีนั้นสื่อความคิดของตนออกมา มากกว่า
แต่เดี๋ยวจะหาว่าดีแต่ติ... จริงๆแทนที่งานศิลปะทั้งหลายจะต้องจ่ายเงินมาเพื่อชื่นชม ผมว่าแลกกันไปเลยดีกว่า งานศิลปแลกงานศิลป อาจจะดูลดทอนการตลาดที่จะเข้ามาทำให้แรงบันดาลใจหดหายไปได้มั่ง หากเป็นไปได้ อาจจะมีคนเอางานสถาปัตยกรรมใหญ่ยักษ์ไปแลกกับภาพวาดผ้าใบผืนนึงก็เป็นได้....แต่คงยากหากเงินยังคงเข้ามามีบทบาทในชีวิต
*
*
*
*
ท้ายนี้ ทั้งหมดที่ใครก็ตามได้อ่าน มันเป็นความคิดส่วนตัวของผม อาจจะถูก ผิด เรื่องเก่า เรื่องใหม่ ยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมแค่ถ่ายทอดความคิดผมให้ใครก็ตามที่ได้อ่าน รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ เท่านั้นเอง
June 07 ความทรมาน...เข้าครอบคลุมย้อนไป 2 เดือนที่แล้ว
เข้ากทม. / ปรับตัว / ค่ารถ / ค่ากิน / ค่าเที่ยว / เพื่อนมัธยมประชดและต่อว่าว่าไม่ไปหามันมั่งเลย / กุไม่รุ้ทางว้อย/
เริ่มปรับตัวได้ / เงินจะหมด /ข้าวแพง / อดทนเข้าไว้ /โชคดี /เจอร้านข้าวถูก / กินข้าวอิ่ม/ ติดฟัน / ล่อไม้จิ้มฟันแคะ /
หลุดออกมาหมด / เวรแล้วกุ / ที่อุดฟัน หลุดออกมา/ ตกใจนึกว่าฟันผุ / ตั้งแต่นั้นมา/ กินอะไรติดฟันหมด /รำคาญ
เริ่มพกไม้จิ้มฟัน / อายชาวบ้าน /กุแม่งแคะทุกวัน / อัพเพิ่มเป็นแคะทุกคำที่กินข้าว / ไปหาหมอไม่ได้ /ไม่มีเวลา /ไม่รุ้ที่ทาง /
ขี้เกียจด้วย / ตีนเหม็น / เพื่อนบ่น /ทำไงดีวะ / กลับ ม. /เปลี่ยนรองเท้า / ค่อยยังชั่ว / ต้นเดือน / เงินมา / ซื้อไหม
ขัดฟัน /น้ำยาบ้วนปาก / ค่อยดีหน่อย /แต่เริ่มปวดนิดๆ / ย้ายไปเคี้ยวอีกข้างนึง / เวลาต่อมา /เสือกปวดอีก /เวรแล้วไง /ปวด 2
ข้าง / ค่อยๆเคี้ยว / ไม่มีคัยอยู่ห้อง /กุก็จะออกไปเหมือนกัน /เสือกลืมกุญแจห้อง /แม่งขี้ลืมโครต/ กุญแจ คาติดห้อง /
เพื่อนกลับมา / มันคงเกือบช็อค / โชคดี เดชะบุญ /ไม่มีไรหาย /ถ้ามันหายจิงๆ/ กุคงจะหายไปด้วยเป็นการด่วน/ความผิด
มหันต์/ เริ่มใจแป้ว / เพื่อนที่ฝึกงานเส็จจะหมดแล้ว / กุทำไงดีวะ / ในที่สุดก็ได้ทำpsd / เริ่มเป็น /มันส์ดี / เพลิน
------------กลับบ้าน -------------
อุดฟัน*
นี่เลย สำคัญโครตๆ เข้าไปปุ๊ป อีก ครึ่ง ชม. ก็เรียกชื่อกุ กุก็เข้าไป เค้าให้ชั่งน้ำหนัก แล้วก็ไปนอนเก้าอี้ทำฟัน แล้วก็บอกหมอว่าจะอุด 2 ซี่ คนละข้าง ฟันกรามทั้งคู่ หมอบอก ไม่ได้ ต้องทีละข้าง จะนัดต่อก็ไม่ได้ กุยืนกรานว่าจะกลับ ม. เลยอด อุดซี่เดียว ว่าแล้วเครื่องมือหมอก็มาเพียบ แล้วหมอบอก**นอนลงครับ*บ้วนปากก่อนนะ*
ผู้ช่วยหมอเริ่มเอาผ้ามาปิดปาก เหมือนจะผ่าตัดทำคลอด !!!
เสียงที่ดูดน้ำลายดังฟรอดดดดดดดดดด เอามาใส่ปาก เอาผ้ามาคลุมหน้ากุด้วย เหลือแต่ช่องปาก มองไม่เห็นเลยต้องใช้ความรู้สึกเอา แล้วหมอก็เอาหัวหน้าใหญ่ ตัวกรอฟัน มากรอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วถามว่า* เสียวป่าว กุเลยบอก ยังสบายๆ อีกซักพักกรอต่อ คราวนี้แหละจี๊ดไปถึงสมองซีกตะวันออกเฉียงเหนือเลยแหละ ยัง ยังไม่พอ ผู้ช่วยไปเยี่ยว ไม่รู้ขากลับมันล้างมือรึป่าว ไปนานมาก หมอคงนึกว่าตัวเองเป็นช่างแกะสลักมั้ง กรอใหญ่เลย กลัวฟันกุไม่สวย ที่ดูดน้ำลายก็ดูดจนลิ้นเหี่ยวแล้ววววว
หมอเกลาอยู่นานมาก แล้วทีนี้มันก็เอาตัวยึดไรซักอย่างมาเกาะกะฟันเรา แล้วแทงอะไรซักอย่างเข้าอีกด้านของฟันที่กรอไว้ พอยัดตัวอุดใส่ฟันเส็จ ทีนี้ไอ้หมอนั่นก็จะใช้ที่กรอเกลาให้เรียบกับตัวฟัน แต่ไครั้งแรกมันใส่ตัวอุดตื้นไป ต้องใส่ไปอีก (ทำ 2 รอบว้อยยยยยยยยย) กุอยากด่าหมอมากแต่พูดไม่ได้ ว่าจะด่าภาษามือก็ไม่ได้เรียนมา พี่น้องครับ
มันกรอเอาเศษ ที่อุดฟันร่วงเต็มปากเลย กุก็กลืนเข้าคอไป 2 ชิ้นเบ้งๆเลย ไม่รุ้ป่านนี้เป็นไง
ทรมานชิบหาย พอหมอทำท่าว่าจะเส็จ หมออีกคนเข้ามามองๆ แล้วบอกว่า เกล้าอีกหน่อย โห กว่าจะเส็จ
ไปทำบ่ายครึ่ง เส็จเอาเกือบ 4 โมงเย็น กุจะบ้า
เกลียดมัน ที่เหลือว่าจะไปทำแถว ม. น่ากลัวจะแย่กว่านี้หว่ะ
March 15 จงพอใจ...ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ สุภาษิตนี้ ผิดไปรึป่าว กับชีวิตในปัจจุบัน ใช้ได้กับทุกชนชั้นรึป่าว หากเลือกได้ จะมีซักกี่คนที่ปฏิเสธมันล่ะ
แต่หากเปลี่ยนเป็น *จงพอใจ ...ในสิ่งที่เราต้องเสี่ยง*
อันนี้เกือบทุกคนเริ่มจะ ลังเลเล้วใช่ไหมล่ะ ที่สุดแล้ว การ*พอใจ...ในสิ่งที่ตนมีอยู่* คือการพอใจแล้วทุ่มเทอย่างเต็มกำลังที่จะสรรค์สร้าง สิ่งที่ปราถนา สิ่งที่ต้องการ มา ด้วย สมองสติสัมปชัญญะ และความรอบรู้ของตน *สิ่งที่ตนมีอยู่หาใช่ของที่มีอยู่ไม่ แต่หาก เป็นความสามารถ ความพยายามที่จะดึงของสิ่งนั้น มาเป็นของตยต่างหาก จึงน่าจะเรียกว่า*สิ่งที่ตนมีอยู่*
แต่กับตัวเองแล้ว *สิ่งที่มีอยู่ อยู่อย่างไร ก็อย่างนั้น * ไม่ได้ไขว่คว้า เพราะถือคติ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่แบบผิดๆมาตลอด การที่คิดจะไขว่คว้าของบางสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หากเพียงแค่มองแล้วคิดว่า*ระยะนี้เราเอื้อมไม่ถึงแน่* โดยที่ไม่ได้ลองไขว่คว้า เราก็จะไม่รุ้เลยว่า จิงๆแล้ว มันคว้าได้ไหม จง*มองแล้วคว้า* แทนที่จะ*มองแล้วเฉย*
นั่นละมั้ง เป็นสิ่งที่คนมีความทะเยอทะยาน เค้าทำกัน ภาวะความเป็นผู้นำ....เค้าทำกันยังไงหว่า
โลกภายนอก มันไม่ได้สวยงามดั่งที่เราเป็นอยู่นี้หรือ .............................................................................................................
.........................................................................................................ซีเรียสดีมั้ยล่ะ
January 31 มนุษย์ นั่นแหละ ชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ปัจจุบัน ไขว้คว้าทุกสิ่งทุกอย่าง อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
เกิดมา ชีวิตวัย เด็กคือเรียน เรียน เรียน เรียน แล้วก็เรียน พ่อแม่วางอนาคตไว้ให้ เป๊ะๆ จบอนุบาลดังๆ จบประถมดังๆ
จบมัธยมดังๆ ความรู้เพียบ ทฤษฏี 100 ปฏิบัติ ???
เอนท์ติด อีกตะหาก ดีใจเป็นที่สุด >>>>>>>>เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่หาใช่ที่สุดของชีวิตไม่
เรียนมหาลัย เกียรตินิยม เชิดหน้าชูตา พ่อแม่ดีใจ ได้มาได้ยังไง เหยียบหัวเพื่อนแค่ไหน เห็นแก่ตัวเพียงใด จดโพยเข้าห้องสอบ ใครจะรู้ >>>>>>> เป็นสิ่งน่าดีใจ แต่หาใช่ที่สุดของชีวิตไม่
เรียนเก่ง กีฬาเยี่ยม ฮ็อตในหมูเพื่อน ผู้นำกลุ่ม ประธานสโมสรนิสิต ประธานชมรม สาวกรี๊ด มีแฟนสาวสวย หมวย เอ็กซ์ >>>> เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่หาใช่ที่สุดของชีวิตไม่
จบแล้ว มีคนมาจองตัว ทำงานดี พนักงานดีเด่น เป็นที่ยอมรับของเจ้านาย เลื่อนขั้น >>>>เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
นี่เหรอ ชีวิต ปัจจุบัน ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้แล้ว เป็นสิ่งที่ทุกคนไขว่คว้ารึไม่ เป็นสิ่งที่เราควรทำหรือไม่ มันวนเวียนอยู่อย่างนี้ แล้วเราก็พยายามถ่ายทอดไปให้ลูก ให้หลาน 9ล9 วนอยู่อย่างนี้ แล้ว .....ผู้คนอีกหลายหลากประเภทล่ะ หากมีแต่แบบข้างบน แล้วจะเป็นไง โลกเราจะจมอยู่กับคำว่า *ตัวเอง* เท่านั้นเหรอ
แล้วสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต คืออะไรกันแน่
ความสำเร็จของตัวเอง
พวกพ้อง
เงินทอง
เกียรติยศ
หรือ .......แค่อยู่รอดไปวันๆ
ที่เรียนมา 10 กว่าปี จะมีซักกี่วันที่ได้ใช้จริง จะมีซักกี่วิชาที่ได้ใช้จริง
หากบัณฑิตตกงาน กับชาวบ้านที่อยู่ไปวันๆ อย่างไหนจะสุขกว่ากัน
พุเดิ้ลที่อยู่ในห้องแอร์ กับ หมาแก่ๆ ที่มีอิสระเสรี อย่างไหนจะดีกว่ากัน ...ไม่....ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ของแต่ละคน
คนเรา....เกิดมาเพื่อเสพ จริงๆ เสพทุกอย่างที่ขวางหน้า มีน้อยเสพน้อย มีมากเสพมาก ใช่!มันควรเป็นเช่นนั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ มีน้อย เสพมาก มีมาก ก็เสพมากเข้าไปอีก
ตอนนี้เราทำอะไรกันอยู่ ขวนขวายหาอะไรกันแน่ เป้าหมายของชีวิต คือทำงาน มีเงินมีบ้านมีรถ เหมือนกันหมด ใช่รึเปล่า!!!
นั่นคือ ความสำเร็จ ที่น่าภาคภูมิใจ รึเป็น เพียง หนูตัวน้อยๆ ที่คอยถีบจักร ให้มันวนไปเรื่อยๆ จนเหนื่อยตาย
January 23 ไม่มีนกตัวไหน...บินได้ตั้งแต่เกิด เออ นอนตื่น บ่าย 3 มา 3 วันแล้ว โห!ไรของกรุวะเนี่ยะ ก็เล่นนอนตอน 6 โมงเช้า 7 โมง ตลอด รุ้สึกว่าตัวเองติดคอมชิบหายหว่ะ สายตาเริ่มเสื่อมๆแล้ว มองอะไรมันจะเบลอๆ ต้องจับโฟกัสดีๆ อะการที่เราต้องจ้องอะไรเขม็งๆ เนี่ยะ
มันปวดตาชะมัดยาดเลย วันนี้รับปริญญา ที่ ม.ด้วย ไม่รุ้เป็นไงกันมั่ง เรียนรึป่าวก็ไม่รุ้ ไม่ได้ไป เพราะเมื่อคืนนอน 6 โมงกว่า แล้วเพิ่งตื่นตะเกี้ยะ นั่นแหละ สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนรุ้ดี แต่ก็ยังทำลายสุขภาพของตัวเองไปเรื่อยๆ กุก็รุ้ไม่ช่ายไม่รุ้ แต่มันห้ามยากหว่ะ ขนาดกุเองยังไม่เชื่อตัวเองเลย แล้วใครมาเตือนกุจะฟังวะเนี้ยะ
เออ วันนี้มาบ่นให้ฟัง ไม่มีไรแล้วแหละ คืนนี้ก็ต้องทำงานอีก หนักชิบโป้ง
**
เรื่องมัน 80 ปีมา แล้ว เจ้าน้อยศุขเกษม อายุได้ 15 ปี เจ้าพ่อ ก็ส่งไปเรียนหนังสือ ที่เมืองมะล่ะแหม่ง โน้นนนนนน
ก็เลยกลายเป็นกำเป็นเวรเขา ***
สาวพม่า ชอบพอกะเจ้าเชียงใหม่ แต่ก็จำต้องพรากจากกัน ฝ่ายหญิงเลยปลอมตัวเป็นชาย มาหา แต่ผิดประเพณีที่หญิงเป็นสาวพม่า แต่ชายเป็น เจ้า เรื่องแดงขึ้นมา ฝ่ายชายจำต้องส่งฝ่ายหญิง กลับ จึงจัดขบวนช้างม้า ไปส่ง ก่อนกลับ ฝ่ายหญิงทูลลาด้วยการกราบเท้า เจ้าชายทรงเศร้าเสียใจมาก จนตรอมใจตาย....ฝ่ายหญิงเลยไปบวชชี
....มะเมี้ยะ....
จบ เพราะดี กุกะลังฟังอยู่
ว่าแต่ แอด เพลงกับ แอดรูปลง มายสเปซยังไงวะ กุทำแล้วไม่เห็นได้เลย รึเพราะไปลบอะไรเกี่ยวกับเน็ตไปรึป่าว
งง...!!! January 18 ทะเยอทะยาน รึ หยุดนิ่ง กันแน่ นั่นอ่ะดิ สมัยเด็ก ไม่เคยจะได้คิด และรึสึกเลย ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหนกันแน่ จนพ้นวัยมัธยมมา เริ่มเห็น เริ่มคิด ว่าทำไมเราถึง ธรรมดา มากๆ ไม่มีอะไรเลย อยู่ไปวันๆ อะไรที่ทำเป็น ก็เป็น อะไรที่ทำไม่เป็น ก็ยังไม่เป็น
ยิ่งเห็นคนระดับเดียวกัน ยิ่งคิด ว่าถ้าเป็นเรา จะทำได้เหรอ ลองกลับมาคิด คิด แล้วก็คิด ว่า คนพวกนี้ อีกไม่นาน คงจะเป็นเจ้าคนนายคนละม้างง แต่ไม่ได้สนใจ แล้วเราก็เป็นแบบนี้ต่อไป ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง
นี่ละมัง คงเป็นความโลภแบบนึง เราคิดอย่างนี้จริงๆ ความมีหน้ามีตา ความเด่นดัง พูดอะไรก็น่าเชื่อถือ บุคลิกดี คนเค้าก็ชอบ คนเค้าก็ เชื่อถือ
แล้วกับเราล่ะ จะว่าไร้ความสามารถ ก็ไม่ใช่ อะไรทำได้ ก็บอกทำได้ อะไรทำไม่ได้ ก็บอกไม่ได้ เราก็เดาตัวเองออก ว่าถ้าอยู่อย่างนี้ ชีวิตคงเป็นเส้นตรงไปจนตายย แต่ก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงหรอก ทำไม ต้องทะเยอทะยาน ทำไมต้องแก่งแย่ง ไม่เอานะ ไม่ชอบ ชอบอยู่แบบเงียบๆ สบายๆ พออยู่พอกิน ไอ้โลภเรื่องอื่นน่ะพอว่า แต่เรื่องนี้น่ะ ขอไว้เลย ไม่เอาหรอก พูดตรงๆเลย มันจอมปลอมหว่ะ เรารู้ตัวเองดี ว่าเราไม่มีความสามารถในการตัดสินใจมากมายนัก ไม่เสี่ยง ไม่ชอบเสี่ยง อยากเรื่อยๆ อย่างนี้ คงเพราะ ขี้เกียจละมั้ง ก็เป็นอยู่อย่างเงี้ยะ ใครจะทำไม
**อยากจะสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง มากกว่าที่จะสร้างสรรค์ตัวเอง**
นั่นแหละ แล้วสิ่งที่จะสร้างสรรค์ออกมาได้ ใช่จะด้วย เงินทอง รึ ใช่ใครมาบงการไม่ มันอยู่ที่อารมณ์ ความรุ้สึก อิสระ ที่อยากจะทำเมื่อไหร่ก็ทำ กุอยากเลิก กุก็เลิก อยากทำต่ออีก ก็ทำ อยากจะเป็นอย่างนี้แหละ
รู้สึก เมื่อตัวเองโตขึ้น อายุมากขึ้น จะแบกความรับผิดชอบ และภาระมากขึ้น แต่ก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำอยู่แล้ว แต่จะให้ทำนอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมาย คงทำไม่ได้แหละ ชาตินี้ คงไม่สามารถไปสั่งใครเค้าได้ ก็ยอมรับ ข้อด้อยของตัวเอง แต่ก็มีความสุขกับมัน แต่ก็หนักใจ ในอนาคต กับคนที่จะมาฝากชีวิตกับเรา กลัวว่าจะคาดหวังในตัวเรามากจนเกินไป กับตัวเรา ซึ่งไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
อุปสรรคคงจะน้อย สำหรับเรา คนที่หยุดนิ่งอย่างนี้ แต่สำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานสูงอุปสรรคก็ต้องมีเข้ามาเรื่อยๆอยู่แล้ว
หึๆ ......... มันก็แค่ความคิดของคนขี้เกียจที่คิดว่าตัวเองเข้าใจตัวเองในตอนนี้ดีที่สุด ก็แค่นั้นแหละ
|
|
|